วุ่นกฎปปช.กระทบมหา’ลัยสงฆ์

มติชน (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 08 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

พระเถระต้องแจ้งบัญชี’มีชัย’ยกทีม12กก.ออกนายกฯสั่งวิษณุถกด่วนอจ.เสนอยืดเวลาใช้5ปี
อธิการ มทร.ธัญบุรีชงขยับบังคับใช้ 5 ปี เผยแจ้งขอลาออกแล้ว 3 ราย กรรมการสภา มรร. 12 คน เตรียมออกยกชุด 17 พ.ย.นี้ ‘มีชัย ฤชุพันธุ์’ไขก๊อกนายกด้วย เหตุไม่อยากวุ่นวาย ไม่อยากเสี่ยง
‘บิ๊กตู่’หารือป.ป.ช.ปมพิษแจ้งบช.
กรณีหลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกประกาศให้ข้าราชการระดับสูงยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน รวมทั้งคู่สมรส ทั้งที่จดทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียน ทำให้บรรดากรรมการสภามหาวิทยาลัยหลายแห่งเตรียมยื่นใบลาออก หลายมหาวิทยาลัยจึงเรียกร้องให้ผ่อนผัน แต่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.ได้ให้สัมภาษณ์ชี้แจงก่อนหน้านี้ว่า เป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ร่าง โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน จำเป็นต้องปฏิบัติตาม
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม คสช.และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีที่สภามหาวิทยาลัยและอีกหลายองค์กรทยอยลาออกจากการเป็นคณะกรรมการ สาเหตุเนื่องมาจากต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ขณะนี้กำลังหารือกับ ป.ป.ช.ว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร ถ้าหากมีการลาออกของคณะกรรมการ เพราะจะมีผลต่อการประชุมขององค์กรเนื่องจากองค์ประกอบไม่ครบ จำเป็นต้องหาวิธีการแก้ไข อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ทราบถึงเจตนาที่ดี แต่ก็ต้องไปแก้ปัญหาที่จะตามมาว่าควรต้องทำอย่างไร ซึ่งก็ต้องรอว่าผลจะออกมาอย่างไร ขณะนี้ยังมีเวลาเพราะยังไม่มีผลบังคับใช้
‘หมอธี’วอนกก.สภาอย่าเพิ่งออก
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ขณะนี้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างหนักหลังประกาศ ป.ป.ช.ส่งผลให้กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ ในสภามหาวิทยาลัยหลายแห่งประสงค์จะลาออกหรือยื่นใบลาออก อาจนับเป็น 100 คน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. รวมถึง ศธ.ทราบปัญหาแล้ว นายกฯได้มอบหมายให้นายวิษณุหารือร่วมกับประธาน ป.ป.ช.เพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาต่อไป
“ผมขอฝากไปถึงกรรมการสภาที่กำลังจะลาออก ว่าอย่าเพิ่งรีบยื่นลาออก รัฐบาลรู้ว่ามีปัญหา และรู้ว่าถ้าไม่แก้ไขเรื่องนี้ กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านจะลาออก บางคนมาประชุมโดยได้รับเบี้ยประชุมเพียง 2,000 บาทต่อเดือน พอต้องมารับผิดชอบเรื่องนี้ก็เกิดความลำบากใจ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการตีความว่าใครอยู่ในข่ายต้องดำเนินการ ดังนั้น ขอให้รอ ทุกฝ่ายกำลังหาทางออกเรื่องนี้อยู่ อีกทั้งกฎหมายยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าถึงวันที่ 2 ธันวาคมนี้ ยังมีเวลาอีก 30 วัน” นพ.ธีระเกียรติกล่าว
นพ.ธีระเกียรติกล่าวต่อว่า ได้ถามนายวิษณุว่าจะดำเนินการอย่างไร ท่านขอให้หารือกับ ป.ป.ช.ก่อน ซึ่งก็เป็นไปตามมาตรการทางกฎหมาย ตอบไม่ได้ว่าส่วนตัวคิดเห็นอย่างไร เพราะเป็นคนหนึ่งที่ต้องแจงบัญชีทรัพย์สิน และบ้านเมืองมีกฎหมายกำหนดไว้ว่าให้ใครบ้างต้องแจงบัญชีทรัพย์สิน อย่างไรก็ตาม ทราบว่าในวันที่ 7 พฤศจิกายน กลุ่มที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) จะประชุมกันเรื่องดังกล่าว และยื่นหนังสือให้ ป.ป.ช.ด้วย
นายกฯส่ง’วิษณุ’คุยป.ป.ช.
รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน แจ้งว่า นายกฯได้แจ้งให้ที่ประชุม ครม.ทราบถึงการประชุม คสช.ในช่วงเช้า วันเดียวกัน ที่มีการพูดคุยถึงประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฉบับล่าสุด เรื่องกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่มีปัญหาอยู่ขณะนี้ว่า ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะตำแหน่งที่ข้าราชการและผู้เกี่ยวข้องจะต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินขยายวงกว้างมากขึ้นจากเดิม โดยเฉพาะตอนนี้นายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยหลายแห่งกำลังทยอยจะลาออก โดยในที่ประชุม ครม.มีการถกกัน และตอนหนึ่งมีการยกตัวอย่างว่าหากตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยจะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน จะรวมถึงตำแหน่งพระเถระชั้นผู้ใหญ่ด้วย เนื่องจากดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยสงฆ์ ดังนั้น จะต้องส่งตัวแทนรัฐบาลไปพูดคุยกับ ป.ป.ช. โดยนายกฯมอบหมายอย่างไม่เป็นทางการให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีไปหารือกับ ป.ป.ช.เพื่อหาทางออกเรื่องนี้ว่าจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร
‘มีชัย’-กก.ราชนครินทร์ไขก๊อก
นายมนตรี นุ่มนาม กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (มรร.) กล่าวว่า กรรมการสภาจากภายนอก และนายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายกสภา มรร. อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้หารือกันและตกลงกันว่า กรรมการจากภายนอกและนายกสภา รวม 12 คน จะยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง ในการประชุมสภาวันที่ 17 พฤศจิกายน และมีผลทันทีวันที่ 18 พฤศจิกายน เหลือเฉพาะกรรมการสภาโดยตำแหน่ง จะทำให้สภาเกิดสุญญากาศ ไม่สามารถอนุมัติเรื่องสำคัญอย่างหลักสูตร และปริญญาบัตรได้ การยื่นลาออกไม่ใช่เพราะทุกคนกลัวการตรวจสอบ แต่ไม่อยากวุ่นวาย เพราะหากเกิดข้อผิดพลาด จะทำให้เกิดความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นตนเอง ภรรยา หรือกระทั่งบุตร หากลืมแจ้งข้อมูลอะไรเพียงนิดเดียว อาจเกิดปัญหา ถูกอายัดบัญชี มีผลกระทบกับธุรกิจ อย่างกรณีนายมีชัย ตนอยากให้ไปสอบถามเหตุผลเอง แต่เท่าที่คุยคือไม่อยากวุ่นวายเรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สิน
“ที่ไม่อยากยื่น ไม่ใช่เพราะกลัวการตรวจสอบ แต่กลัวว่าจะเกิดความผิดพลาด หากลืมแจ้งบัญชีรายการใดรายการหนึ่งไป จะกระทบกับการทำธุรกิจ เป็นการได้ไม่คุ้มเสีย รู้สึกว่าไม่แฟร์ ผมเองทำธุรกิจมานานกว่า 30 ปี เข้ามาเป็นกรรมการสภา เพราะอยากนำประสบการณ์ความรู้ที่มีในฐานะผู้ประกอบการมาช่วยพัฒนาการเรียนการสอน ให้มหาวิทยาลัยเข้าใจว่าภาคอุตสาหกรรมต้องการบัณฑิตมีคุณลักษณะอย่างไร ไม่มีเรื่องผลประโยชน์ แต่ถ้ามีกฎหมายนี้ ออกมา เราก็ไม่อยากเสี่ยง” นายมนตรีกล่าว
‘ธัญบุรี’ขอออก3-ชงยืดไป5ปี
นายประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี กล่าวว่า สภา มทร.ธัญบุรีได้พูดคุยกัน และมีกรรมการสภาแสดงความประสงค์จะลาออก 3 ราย อย่างไรก็ตาม กฎหมาย ป.ป.ช.ฉบับนี้ กำหนดให้ทั้งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการภาครัฐ รวมถึงสภามหาวิทยาลัยต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน แต่ในส่วนของการศึกษา ร่วมถึงสภามหาวิทยาลัย คณะกรรมการต่างๆ ทำหน้าที่ชี้แนะให้คำแนะนำเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเรียนการสอน ไม่มีอำนาจในการอนุมัติงบประมาณ ต่างกับคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชนที่มาทำหน้าที่ส่วนใหญ่ เพราะอยากช่วยพัฒนาการศึกษา ให้สามารถผลิตบัณฑิตตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง การที่ ป.ป.ช.อออกกฎหมายให้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน จึงมีผลกระทบ เพราะคนเหล่านี้อาจไม่ต้องการแจ้งทรัพย์สิน เป็นเรื่องส่วนบุคคล
“หากใครมีความประสงค์จะลาออก ทางมหาวิทยาลัยก็มีหน้าที่ต้องประกาศสรรหาใหม่ อาจทำให้การทำงานเกิดสุญญากาศ ไม่สามารถอนุมัติหลักสูตร หรืออนุมัติปริญญาบัตรได้ เพราะองค์ประกอบสภาไม่ครบ ดังนั้น อยากให้ ป.ป.ช.เร่งทบทวนกฎหมายฉบับนี้ คาดว่าไม่เกินวันที่ 15 พฤศจิกายน หาก ป.ป.ช.ไม่มีคำตอบชัดเจน จะเกิดปัญหาในมหาวิทยาลัยแน่นอน หากไม่สามารถแก้ไขกฎหมายข้อนี้ได้ อยากให้ ป.ป.ช. หรือรัฐบาลผ่อนปรน อาจใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2557 (ฉบับชั่วคราว) ยืดเวลาการบังคับใช้กับคนกลุ่มนี้ ออกไปอีก 5 ปี เพื่อให้แต่ละคนเตรียมพร้อมล่วงหน้า มหาวิทยาลัยเองจะได้กำหนดให้ชัดเจนว่าผู้เข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการสภา ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกับ ป.ป.ช.ด้วย ส่วนกรรมการสภาโดยตำแหน่ง ไม่มีปัญหา เพราะเป็นข้าราชการต้องปฏิบัติตามกฎหมายอยู่แล้ว” นายประเสริฐกล่าว
‘มรภ.เชียงใหม่’หวั่นป่วน
ว่าที่ ร.ต.สกล แก้วศิริ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) เชียงใหม่ ในฐานะกรรมการสภามหาวิทยาลัยจากผู้ดำรงตำแหน่งบริหาร กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกรณีให้อธิการบดี รองอธิการบดี ในฐานะผู้บริหารแสดงบัญชีทรัพย์สิน แต่ไม่เห็นด้วยให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยแสดงบัญชีทรัพย์สิน เนื่องจากไม่เกี่ยวกับกับการบริหารด้านงบประมาณ จึงไม่มีอำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ ทำให้เกิดการทุจริตหรือคอร์รัปชั่นได้ เนื่องจากกำกับดูแลเพียงนโยบายและการบริหารเท่านั้น
“การยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินของกรรมการสภามหาวิทยาลัย ตามประกาศ ป.ป.ช. หากกรรมการสภาที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ประธานกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ ลาออกเกินกว่า 50% หรือลาออกตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง อาจส่งผลกระทบต่อการบริหารและคุณภาพการศึกษา เพราะขาดองค์ประกอบพิจารณา แผนงานโครงการและหลักสูตรการศึกษา อาจส่งผล กระทบต่อนักศึกษาโดยตรง” ว่าที่ ร.ต.สกลกล่าว
นอกจากนี้กรรมการสภามหาวิทยาลัยที่มาจากผู้ทรงวุฒิ บางส่วนมาจากภาคเอกชน หากแสดงบัญชีทรัพย์สิน อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ธุรกิจหรือครอบครัว ที่เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับการบริหารงาน หาก ป.ป.ช.ให้แสดงบัญชีทรัพย์สิน เชื่อว่ามีกรรมการสภามหาวิทยาลัยลาออกเกิน 50% หากองค์ประชุมไม่ครบ ไม่สามารถประชุมได้ภายในพฤศจิกายนนี้เชื่อว่าทุกมหาวิทยาลัยต้องปั่นป่วน มีผลเสียต่อระบบการศึกษาในอนาคตดังนั้น อยากให้ ป.ป.ช.พิจารณาทบทวนประกาศดังกล่าว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายด้วย
‘วีระ’ชี้ถ้าสุจริตก็ไม่ควรวิตก
นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่าย ประชาชนด้านคอร์รัปชั่น (คปต.) กล่าวว่า เห็นด้วยและสนับสนุนการทำหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีกำหนดหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบบัญชีหนี้สิน ทรัพย์สินของข้าราชการและนักการเมืองทุกระดับโดยโยงไปถึงภรรยานอกสมรส ยืนยันว่าไม่ควรแก้ไขกฎหมายให้มีการลดโทษหรือยกเว้นให้กับกลุ่มบุคคลที่ประกาศตำแหน่งในราชกิจจานุเบกษา โดยเฉพาะกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการสภามหาวิทยาลัยที่บางส่วนมาจากตัวแทนภาคเอกชนอ้างว่ามาทำงานโดยเสียสละ ไม่คุ้มกับค่าตอบแทน แต่อยู่ในข่ายต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน
“ถามว่าถ้าบุคคลเหล่านี้หากประกอบอาชีพด้วยความสุจริต ไม่มีพฤติกรรมการฟอกเงิน ไม่แจ้งภาษีเท็จหรือหลบเลี่ยงภาษีก็ไม่ควรวิตก ขณะที่การตรวจสอบทรัพย์สินหากพบว่ามีความโปร่งใสก็จะเป็นผลดีในการปฏิบัติหน้าที่และภาพลักษณ์ส่วนตัว ที่สำคัญหากบุคคลเหล่านี้มีความประสงค์จะลาออก ป.ป.ช.หรือรัฐบาลก็ไม่ควรให้ความสนใจหรือกลัวว่าจะมีผลกระทบ เนื่องจากในประเทศไทยยังมีกลุ่มบุคคลที่มีความสุจริต มีความรู้ความสามารถ มีความเสียสละต้องการเข้าไปทำหน้าที่อีกจำนวนมาก ยืนยันว่ายังไม่ขาดแคลนบุคคลที่ตั้งใจอุทิศตัวทำงานเพื่อสังคม เพียงแต่บุคคลเหล่านี้บางราย อาจไม่เป็นที่พอใจของผู้มีอำนาจที่ประกาศว่าจะปราบปรามการทุจริต” นายวีระกล่าว
อจ.แนะหาคนเสียสละทำแทน
นายอัษฎางค์ ปาณิกบุตร นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า สาเหตุที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสภากรรมการยื่นใบลาออก เนื่องจากไม่ต้องการเปลืองตัวจากการตรวจสอบทรัพย์สิน ขณะที่การทำหน้าที่ไม่มีส่วนได้เสียจากการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณทางตรง เนื่องจากเป็นหน้าที่ของอธิการบดี ยกเว้นมีบางรายอาจมีส่วนได้เสียจากความสัมพันธ์ในเชิงผลประโยชน์ทับซ้อนเรื่องอื่นๆ แต่มีน้อยมาก ดังนั้น การคัดสรรผู้ที่มีความพร้อม มีความเสียสละเข้ามาทำหน้าที่จึงมีความจำเป็นและเป็นโอกาสของผู้บริหารมหาวิทยาลัยจะต้องพิจารณาเพื่อนำบุคคลที่มีคุณภาพเข้ามาส่งเสริมและยกระดับการศึกษา เช่น มหาวิทยาด้านเทคโนโลยีอาจมีเจ้าของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไปเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อเปิดช่องให้นักศึกษาเข้าไปฝึกงานในบริษัท เช่นเดียวกับผู้ที่มีธุรกิจโรงแรมก็จะเปิดช่องให้นักศึกษาไปเรียนรู้วิธีการทำงานแบบมืออาชีพ แต่ต้องยอมรับว่าการคัดสรรบุคคลเข้าไปทำหน้าที่เหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีความสัมพันธ์หรือคอนเน็กชั่นในกลุ่มคนชั้นสูงในสังคมที่สืบเนื่องจากการเข้าเรียนหลักสูตร วปอ. สถาบันพระปกเกล้าหรือในรูปแบบอื่นๆ